
สนามเลือกตั้งเขต 6 จังหวัดสงขลา เริ่มส่งสัญญาณ “เปลี่ยนขั้ว” อย่างชัดเจน หลังเวทีปราศรัยพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 18 มกราคม เวลา 13.30 น. ที่โรงเรียนบ้านม่วง อำเภอสะเดา กลายเป็นเวทีรวมพลังมวลชนกว่า 2,500 คน อย่างคับคั่ง สะท้อนแรงหนุนทางการเมืองที่กำลังไหลเข้าสู่พรรคภูมิใจไทยอย่างต่อเนื่อง และถูกจับตาในฐานะจุดเปลี่ยนสำคัญของสมรภูมิภาคใต้ตอนล่าง
การลงพื้นที่ครั้งนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย ทำหน้าที่ “แม่ทัพหน้า” เปิดเกมรุกทางการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อหนุน นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ ผู้สมัคร สส. เขต 6 เบอร์ 3 นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ผู้สมัคร สส.เขต7 เบอร์ 2 พร้อมด้วย นายสรรเพชญ บุญญามณี ผู้สมัคร สส. เขต 1 เบอร์ 2 ท่ามกลางบรรยากาศที่สะท้อนความตื่นตัวของประชาชนในพื้นที่สะเดา–คลองหอยโข่งอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายสนามเลือกตั้ง
นายพิพัฒน์ ปราศรัยอย่างดุดัน ชี้ชัดว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ขายฝัน แต่ขาย “ผลงาน” โดยวางโครงสร้างพื้นฐานเป็นอาวุธหลักทางการเมือง ทั้งโครงการถนนสายยุทธศาสตร์และถนนวงแหวนหาดใหญ่ ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นเครื่องยนต์เร่งเศรษฐกิจชายแดน เชื่อมการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ไทย–มาเลเซีย พร้อมท้าทายการเมืองแบบเดิมที่ปล่อยให้พื้นที่ศักยภาพสูงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ขณะเดียวกัน นโยบายเศรษฐกิจฐานรากอย่าง “คนละครึ่ง พลัส” ถูกยกขึ้นเป็นประเด็นร้อนบนเวที ท่ามกลางเสียงตอบรับจากประชาชนที่เรียกร้องให้รัฐกลับมาพยุงกำลังซื้ออย่างจริงจัง สะท้อนแรงกดดันเชิงนโยบายต่อรัฐบาลชุดถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บรรยากาศยิ่งทวีความเข้มข้น เมื่อเสียงจากมวลชนในพื้นที่พร้อมใจกันเรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่เขต 6 ด้วยตนเอง และเดินตลาดพบปะประชาชนอย่างใกล้ชิด สัญญาณที่นักวิเคราะห์การเมืองประเมินว่า เป็น “ไฟเขียวจากฐานเสียง” ต่อการขยายเกมรุกของภูมิใจไทยในสงขลา–สะเดา
ในช่วงหนึ่งของการปราศรัย นายพิพัฒน์ เปิดเกมเปรียบเทียบอย่างตรงไปตรงมา ระบุว่า การเมืองยุคใหม่ไม่อาจฝากความหวังไว้กับนักการเมืองที่พูดเก่งแต่ไม่เข้าใจกลไกงบประมาณ พร้อมชู นายอนุกูล ปรึกษานุศักดิ์ ในฐานะนักธุรกิจที่รู้จักการบริหาร รู้ต้นทุน–กำไร และรู้วิธีต่อรองในสภา เพื่อดึงงบประมาณจากกระทรวงต่าง ๆ มาลงพื้นที่ได้จริง ไม่ใช่เพียงสัญญาหาเสียง
“สส. ต้องไม่ใช่คนขึ้นเวทีเก่งอย่างเดียว แต่ต้องเป็นคนที่ทำให้กระทรวงหันมามองพื้นที่เรา และยอมควักงบมาพัฒนาปากท้องชาวบ้านได้จริง” นายพิพัฒน์ กล่าวอย่างหนักแน่น ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้อง
นายพิพัฒน์ ยังตอกย้ำว่า อายุไม่ใช่ตัวชี้วัดศักยภาพทางการเมือง หากแต่เป็นหัวใจ ความกล้า และความพร้อมชนกับระบบ พร้อมเชิญชวนประชาชนใช้สิทธิ์เลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เลือกพรรคภูมิใจไทย ทั้งคนและพรรค เบอร์ 37 เพื่อ “เปลี่ยนสนามการเมือง” จากการเมืองเชิงสัญลักษณ์ สู่การเมืองเชิงผลลัพธ์ ที่จับต้องได้จริงในพื้นที่สงขลา–สะเดา



























