วันอาทิตย์, 12 เมษายน 2569

“สะพานรัฐพังในปีเดียว!” คลองเก้าเส้งทรุดสะเทือนศรัทธา จี้ปิดด่วน–ล่าความจริงฐานราก ใครต้องรับผิดชอบงบภาษีประชาชน

โครงสร้างทรุดเอียง-ดินไหล-ซ่อมยืดเยื้อกว่า 6 เดือน ไร้คำตอบชัด ปมตรวจรับปี 67 ถูกตั้งคำถามหนัก ผู้เชี่ยวชาญชี้ต้อง “รื้อทั้งระบบ” ก่อนซ้ำรอยความเสียหาย

สงขลา – วิกฤตโครงสร้างพื้นฐานปะทุอย่างรุนแรง เมื่อ “สะพานข้ามคลองเก้าเส้ง” บนเส้นทางเลี่ยงเมือง (บายพาส) ใกล้สามแยกสำโรง เกิดการทรุดตัวทั้งที่เปิดใช้งานได้เพียงประมาณ 1 ปี สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรฐานงานก่อสร้างภาครัฐ และประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอย่างกว้างขวาง

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบโดย นายดลภัทร มณีแสง วิศวกรโยธา พร้อมด้วย นายเกรียงไกร คมขำ ตัวแทนภาคประชาชนจังหวัดสงขลา และผู้เกี่ยวข้อง พบว่าโครงสร้างสะพานมีลักษณะเอียงและทรุดตัวด้านข้างอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณช่วงรอยต่อ ตอม่อต้นแรกกับคอสะพานและฐานราก ซึ่งเป็นจุดรับน้ำหนักหลักของโครงสร้าง

การตรวจสอบเบื้องต้นระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นชั้นดินอ่อนและเคยเผชิญภาวะน้ำหลากต่อเนื่อง ทำให้เกิดแรงดันแนวราบทั้งดินและแรงน้ำที่ไม่สมดุล ส่งผลต่อเสถียรภาพของโครงสร้าง ขณะที่ข้อสันนิษฐานสำคัญพุ่งเป้าไปที่ “การตอกเสาเข็มไม่ถึงชั้นดินแข็ง” ส่งผลให้มวลดินใต้ฐานรากเกิดการเลื่อนไหล และนำไปสู่การทรุดตัวในที่สุด

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปทางวิศวกรรมอย่างเป็นทางการ เนื่องจากยังขาดการสำรวจชั้นดินเชิงลึก (Soil Investigation) และการทดสอบกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มอย่างละเอียด ทำให้ข้อเท็จจริงยังอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมข้อมูล

แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการแก้ไขเบื้องต้น ด้วยการยกโครงสร้างสะพานและตอกเสาเข็มเสริมเพื่อเพิ่มความมั่นคงของฐานราก แต่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า แนวทางดังกล่าวอาจเป็นเพียง “การแก้ไขเฉพาะหน้า” หากไม่สามารถวิเคราะห์และระบุ “ต้นเหตุที่แท้จริง” ได้อย่างถูกต้อง ก็มีความเสี่ยงที่ปัญหาจะเกิดซ้ำ และอาจนำไปสู่การใช้งบประมาณเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นสำคัญที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คือ การที่สะพานซึ่งมีความเสี่ยงยังคงเปิดใช้งานอยู่ในบางช่วงเวลา ทั้งที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนโดยตรง ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เรียกร้องอย่างชัดเจนให้ “ปิดใช้งานสะพาน 100%” จนกว่าจะมีการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยจากผู้เชี่ยวชาญอย่างเป็นทางการ

ผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มขยายตัวเป็นวงกว้าง เนื่องจากเส้นทางบายพาสดังกล่าวเป็นเส้นทางหลักในการระบายการจราจร หากไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ จะส่งผลให้บริเวณสามแยกสำโรงกลายเป็นจุดคอขวดด้านการจราจร เกิดปัญหารถติดสะสม กระทบต่อระบบโลจิสติกส์ การขนส่งสินค้า และเศรษฐกิจในพื้นที่โดยรวม

นอกจากนี้ ประเด็น “การตรวจรับงาน” ของโครงการ ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2567 ถูกตั้งคำถามอย่างเข้มข้น ว่ามีการตรวจสอบคุณภาพงานก่อสร้างอย่างรัดกุมเพียงใด และเหตุใดโครงการที่ใช้งบประมาณภาครัฐจึงเกิดความเสียหายในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้

ด้านผู้รับเหมาก่อสร้าง ระบุว่า ปัญหาลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทางวิศวกรรม แต่พบได้น้อยมาก และไม่เคยพบกรณีที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ยิ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการตรวจสอบเชิงลึกทั้งด้านการออกแบบ (Design) การก่อสร้าง (Construction) และการควบคุมงาน (Supervision)

ข้อมูลจากพื้นที่ยังชี้ว่า ปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น ทิศทางการไหลของน้ำ ความอิ่มตัวของดิน และแรงดันใต้ผิวดิน อาจมีส่วนเร่งให้โครงสร้างสูญเสียสมดุลเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีเทคนิคและวิศวกรรมโครงสร้างเข้าร่วมตรวจสอบอย่างละเอียด
ในขณะเดียวกัน การซ่อมแซมที่ดำเนินมากว่า 6 เดือนโดยยังไม่มีกรอบเวลาแล้วเสร็จที่ชัดเจน ได้สร้างภาระซ้ำซ้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ ทั้งการนำเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้ามาดำเนินงาน การกีดขวางเส้นทางจราจร และความไม่แน่นอนในการใช้งานสะพาน

แม้ยังไม่พบรอยแตกร้าวในโครงสร้างหลัก เช่น คานสะพานหรือเสาตอม่อ แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงให้ความสำคัญกับ “ฐานรากและเสาเข็ม” ซึ่งถือเป็นหัวใจของความมั่นคงของโครงสร้าง และจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบใหม่อย่างละเอียด โปร่งใส และเป็นไปตามหลักวิชาการ พร้อมจะส่งเรื่องนี้ถึงสภาวิศวกรช่วยตรวจสอบ

นายเกรียงไกร คมขำ ตัวแทนภาคประชาชนจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า กรณีนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาทางเทคนิคของงานก่อสร้าง แต่เป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อเงินภาษีของประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่กระบวนการจัดจ้าง การกำหนดแบบ การควบคุมงาน ไปจนถึงการตรวจรับ อาจมีช่องว่างที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง
“งบประมาณทุกบาทมาจากภาษีของประชาชน โครงการของรัฐต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน และต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมา การซ่อมแซมสามารถทำได้ แต่ต้องมีมาตรฐาน มีวิศวกรรับรอง และต้องไม่ปล่อยให้ปัญหาเดิมเกิดซ้ำ” นายเกรียงไกร กล่าว

ด้านนายดลภัทร มณีแสง วิศวกรโยธา กล่าวทิ้งท้ายว่า การแก้ไขปัญหาในลักษณะนี้จำเป็นต้องยึดหลักวิศวกรรมอย่างเคร่งครัด และต้องเริ่มจากการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของการทรุดตัวให้ชัดเจนก่อนดำเนินการใด ๆ หากยังไม่สามารถระบุปัญหาเชิงลึกได้ การซ่อมแซมที่ดำเนินอยู่ก็อาจไม่สามารถรับประกันความมั่นคงในระยะยาวได้
“สิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชน โครงสร้างทุกชิ้นต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองตามมาตรฐานวิชาชีพ หากยังมีข้อสงสัย ต้องหยุดใช้งานทันที และเร่งตรวจสอบอย่างโปร่งใส เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียที่อาจป้องกันได้” นายดลภัทร กล่าว

ทั้งนี้ ภาคประชาชนและหลายภาคส่วนยังคงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเปิดเผยข้อเท็จจริงทุกมิติ ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน พร้อมกำหนดแนวทางแก้ไขที่มีมาตรฐาน เพื่อฟื้นฟูความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด