วันเสาร์, 26 กันยายน 2569

รมว. ศธ. ชูสามกลไกขับเคลื่อนการศึกษา ย้ำกรรมการสถานศึกษาคือหุ้นส่วนสำคัญ พร้อมผลักดันเครือข่ายระดับตำบล

วันที่ 26 กันยายน 2569 ณ โรงแรมเจบี หรรษา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคใต้ พร้อมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พลังกรรมการสถานศึกษา ยกระดับโรงเรียนไทยทุกภูมิภาค” โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเข้าร่วมรับฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาการศึกษาในระดับพื้นที่
การประชุมครั้งนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 เป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอื่น ๆ ในจังหวัดสงขลา โดยมีกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ พัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับชุมชน และร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมภายในงานมีการจัดนิทรรศการ “พลังกรรมการสถานศึกษา” โดยมีตัวแทนจาก 3 เขตตรวจราชการร่วมจัดแสดงและนำเสนอผลงาน ถ่ายทอดแนวปฏิบัติ ผลสำเร็จ และรูปแบบความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการสถานศึกษา โรงเรียน ชุมชน และภาคีเครือข่าย ซึ่งสะท้อนพลังการมีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า คณะกรรมการสถานศึกษาเป็น “หุ้นส่วนสำคัญทางการศึกษา”

และเป็นหนึ่งในกลไกหลักที่ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายไปถึงโรงเรียนและชุมชนได้จริง จากประสบการณ์ที่เคยปฏิบัติหน้าที่กรรมการสถานศึกษา ทำให้เข้าใจบทบาทและความสำคัญของคณะกรรมการสถานศึกษาเป็นอย่างดี การขับเคลื่อนการศึกษาจึงต้องอาศัย 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา และคณะกรรมการสถานศึกษา ซึ่งต้องผนึกกำลังทำงานร่วมกันอย่างมืออาชีพผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีหน้าที่นำนโยบายจากส่วนกลางลงสู่พื้นที่ ผู้อำนวยการสถานศึกษาทำหน้าที่แปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ ขณะที่คณะกรรมการสถานศึกษา ซึ่งเป็นบุคคลในท้องถิ่น ต้องมีส่วนร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมรับผิดชอบต่อการพัฒนาโรงเรียน ทั้ง 3 บทบาทจึงเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนการศึกษา ไม่ใช่ภารกิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นแนวคิด “All for Education” หรือทุกภาคส่วนร่วมจัดการศึกษา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ย้ำว่า การสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ต้องนำไปสู่การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง โดยจำแนกปัญหาออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ เรื่องที่โรงเรียนและพื้นที่มีอำนาจแก้ไขได้ ให้ร่วมกันตัดสินใจและลงมือดำเนินการทันที ส่วนเรื่องที่เกินศักยภาพของพื้นที่ ให้รวบรวมข้อมูลเสนอสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อแก้ไขในระดับนโยบายและงบประมาณตัวอย่างเช่น การกำหนดมาตรการโรงเรียนปลอดภัยสามารถดำเนินการได้ในระดับพื้นที่ แต่หากเป็นปัญหาอาคารเรียนเก่า ระบบสายไฟที่เป็นอันตราย หรือเรื่องที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ต้องรายงานมายังส่วนกลางเพื่อรับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ไม่ควรปล่อยให้คณะกรรมการสถานศึกษาต้องทอดผ้าป่าหรือระดมเงินเพื่อแก้ปัญหากันเองเช่นที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ได้มีการเสนอให้สร้างเครือข่ายการศึกษาในระดับตำบล เพื่อเชื่อมโยงโรงเรียนในพื้นที่ให้ร่วมกันวางทิศทางการศึกษา เนื่องจากประเทศไทยมีมากกว่า 7,000 ตำบล และมีโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ประมาณ 29,000 แห่ง เมื่อรวมโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีมากกว่า 30,000 แห่ง หรือเฉลี่ยประมาณ 4–5 โรงเรียนต่อตำบล แต่ปัจจุบันโรงเรียนส่วนใหญ่ยังทำงานแยกกัน ขาดกลไกเชื่อมโยงเพื่อกำหนดทิศทางการศึกษาร่วมกันในระดับตำบลขณะเดียวกัน จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างมาก

โดยในช่วงปี 2568–2569 มีเด็กเกิดทั่วประเทศประมาณ 420,000 คน จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันพิจารณาว่า ภายใต้จำนวนเด็กที่ลดลง จะบริหารจัดการโรงเรียนและออกแบบการศึกษาในอนาคตอย่างไรให้มีคุณภาพ ตอบโจทย์ผู้เรียน และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ“ในมิติของการตัดสินใจ โรงเรียนมีฐานะเป็นนิติบุคคล หลายเรื่องผู้อำนวยการสถานศึกษาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และคณะกรรมการสถานศึกษาสามารถหารือและตัดสินใจร่วมกันได้ไม่จำเป็นต้องรอส่วนกลางทุกเรื่อง เช่น เรื่องทรงผมนักเรียนและเวลาหน้าจอของเด็ก โรงเรียนสามารถกำหนดแนวทางให้เหมาะสมกับบริบทของตนเองได้ ส่วนเรื่องที่เป็นนโยบายสำคัญระดับประเทศ กระทรวงศึกษาธิการจะกำหนดกรอบและให้คำแนะนำ” นายประเสริฐกล่าว

ทั้งนี้ รมว.ศธ. ฝากให้สถานศึกษานำผลจากการสัมมนากลับไปดำเนินการใน 3 เรื่องสำคัญ ดังนี้

  1. จัดทำ School Action Plan ให้ครอบคลุม 5 นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นแผนที่นำไปปฏิบัติได้จริง ได้แก่ การลดภาระงานครู การลดความเหลื่อมล้ำ การจัดการเรียนรู้เชื่อมโยงโลกความเป็นจริงเพื่อให้ผู้เรียนมีงานทำ โรงเรียนปลอดภัย และการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
  2. จัดทำพันธะสัญญาระหว่างโรงเรียนกับชุมชนตามบริบท ภายใต้แนวคิด “1 โรงเรียน 1 พันธะสัญญา”พร้อมกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลา และผลสำเร็จที่ตรวจสอบได้
  3. จัดทำแผนความปลอดภัยของสถานศึกษาให้ครอบคลุมความเสี่ยงและแนวทางป้องกันแก้ไขที่เหมาะสมกับสภาพจริงของแต่ละพื้นที่