เทศบาลนครหาดใหญ่หารือร่วมกับกรมชลประทาน เทศบาลเมืองคอหงส์ และภาคีเครือข่าย เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการน้ำจากพื้นที่เขาคอหงส์และระบบคลองเชื่อมต่อ ก่อนเข้าสู่ช่วงเสี่ยงฝนตกหนัก โดยที่ประชุมได้ข้อสรุปสำคัญ 4 ประเด็น ทั้งการควบคุมประตูน้ำ การเดินเครื่องสูบน้ำ และการเร่งแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำบริเวณโครงการก่อสร้างปากคลองหวะ
เมื่อวันที่ 22 ต.ค.2569 นายณรงค์พร ณ พัทลุง หรือ “นายกแป้น” เป็นประธานการหารือ ณ เทศบาลนครหาดใหญ่ โดยมีนายทวีศักดิ์ ทวีรัตน์ หรือ “นายกหนอน” นายกเทศมนตรีเมืองคอหงส์, นายศาสตรา ศรีปาน อดีต สส.สงขลา เขต 2 ,นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ,คณะทำงานของนายจุรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา เขต 2 ,นายกสมาคมธุรกิจโรงแรม และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและวางแนวทางจัดการน้ำในพื้นที่
เปิด 4 ข้อสรุป เร่งจัดระบบน้ำเชื่อมต่อทั้งพื้นที่
1. ให้กรมชลประทานควบคุมประตูน้ำคลองเรียนและคลอง ร.6
ที่ประชุมกำหนดแนวทางให้กรมชลประทานเป็นผู้ดูแลการเปิด–ปิดประตูน้ำทั้งสองแห่ง โดยอาศัยข้อมูลสถานการณ์น้ำประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้การระบายน้ำสอดคล้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชนทั้งในเขตหาดใหญ่และคอหงส์
2. น้ำจากเขาคอหงส์ส่วนใหญ่ไหลไปทางคลอง ร.6
ข้อมูลที่นำเสนอในที่ประชุมระบุว่า ระดับเนินบริเวณประตูน้ำคลองเรียนสูงกว่าประตูน้ำคลอง ร.6 ประมาณ 2 เมตร ทำให้น้ำส่วนใหญ่มีแนวโน้มไหลไปทางคลอง ร.6 ขณะที่น้ำที่ไหลผ่านคลองเรียนในสถานการณ์ครั้งนี้มาจากน้ำฝนที่ไหลบ่าลงคลอง ไม่ใช่น้ำที่ระบายออกจากพื้นที่แก้มลิง เนื่องจากพื้นที่แก้มลิงคลองเรียนยังไม่ล้น
3. เร่งสูบน้ำจากคลอง 30 เมตร เพิ่มพื้นที่รองรับน้ำ
ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านคลองเรียนลงสู่คลอง 30 เมตร ส่งผลให้ระดับน้ำในคลองเพิ่มสูงจนใกล้ล้นตลิ่ง เทศบาลจึงเตรียมเดินเครื่องสูบน้ำบริเวณคลองเตย หอ 7 ซึ่งมีเครื่องสูบน้ำ 16 เครื่อง และเพิ่งซ่อมแซมแล้วเสร็จ เพื่อเร่งระบายน้ำและเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หากมีฝนตกหนัก ยังมีความเสี่ยงที่ระดับน้ำจะสูงจนล้นได้
4. เร่งเปิดทางน้ำบริเวณปากคลองหวะภายใน 31 ตุลาคม
สำหรับพื้นที่ก่อสร้างโครงการระบายน้ำบริเวณปากคลองหวะก่อนลงคลองอู่ตะเภา ซึ่งมีการถมดินปิดปากคลองเพื่อดำเนินงานก่อสร้าง กรมชลประทานจะประสานผู้รับเหมาให้ขุดเปิดคันดินออกภายในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากีดขวางทางน้ำซ้ำรอยสถานการณ์ในปี 2568
แม้มีแผนเร่งด่วน แต่หาดใหญ่ยังเผชิญความเสี่ยง
ภายหลังการประชุม มีการตั้งข้อสังเกตว่า สถานการณ์ฝนระลอกล่าสุดสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดของระบบระบายน้ำฝั่งคอหงส์ ซึ่งยังอาจไม่สามารถป้องกันน้ำไม่ให้ไหลเข้าสู่เขตเมืองหาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนักต่อเนื่อง
ข้อเสนอระยะยาวคือการศึกษาระบบระบายน้ำตลอดแนวถนนกาญจนวนิชย์ อาจพัฒนาเป็นคลองระบายน้ำหรืออุโมงค์เพื่อผันน้ำไปยังพื้นที่ทุ่งน้ำน้อย พร้อมกำหนดมาตรการผังเมืองเพื่อรักษาพื้นที่รับน้ำดังกล่าว ไม่ให้ถูกถมดินหรือพัฒนาเป็นหมู่บ้านจัดสรรจนสูญเสียศักยภาพในการรองรับน้ำ

ทุ่งน้ำน้อยถูกมองว่าเป็นพื้นที่สำคัญในการช่วยรับน้ำของลุ่มน้ำอู่ตะเภา การรักษาพื้นที่และพัฒนาระบบระบายน้ำให้เชื่อมโยงกันจึงเป็นโจทย์สำคัญในการลดความเสี่ยงน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ในระยะยาว
การประชุมครั้งนี้จึงไม่เพียงมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังสะท้อนถึงความจำเป็นในการวางแผนจัดการน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทาง ทางผ่าน ไปจนถึงพื้นที่รับน้ำปลายทาง โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อหาแนวทางป้องกันน้ำท่วมที่ยั่งยืน








